หน้าแรก / มจธ. ขับเคลื่อนโครงการยกระดับการเลี้ยงโคนมในประเทศไทย ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีชีวภาพทางระบบสืบพันธุ์ (TAI และ Ultrasonography) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนแก่เกษตรกรรายย่อยสหกรณ์โคนมหนองโพฯ

มจธ. ขับเคลื่อนโครงการยกระดับการเลี้ยงโคนมในประเทศไทย ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีชีวภาพทางระบบสืบพันธุ์ (TAI และ Ultrasonography) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนแก่เกษตรกรรายย่อยสหกรณ์โคนมหนองโพฯ


ข่าวประชาสัมพันธ์
22 ตุลาคม 2569

มจธ. ขับเคลื่อนโครงการยกระดับการเลี้ยงโคนมในประเทศไทย ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีชีวภาพทางระบบสืบพันธุ์ (TAI และ Ultrasonography) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนแก่เกษตรกรรายย่อยสหกรณ์โคนมหนองโพฯ

เมื่อวันที่ 19–20 ตุลาคม 2569 คณะทำงานโครงการการยกระดับการเลี้ยงโคนมในประเทศไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน ที่ปรึกษามหาวิทยาลัย ศาสตราจารย์ ดร.มรกต ตันติเจริญ ที่ปรึกษามหาวิทยาลัย ศาสตราจารย์ ดร.เชาวลิต ลิ้มมณีวิจิตร รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษาและผู้เรียนรู้ และ ดร.ศิวัช สังครีทวงษ์ นักวิจัยอาวุโส ได้ลงพื้นที่ปฏิบัติการ ณ สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) โดยมี นายสุบิน ป้อมโอชา ประธานกรรมการสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) พร้อมด้วยคณะกรรมการและเจ้าหน้าที่ให้การต้อนรับ การลงพื้นที่ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประชุมหารือแนวทางการดำเนินงานเชิงยุทธศาสตร์ และวิเคราะห์สภาพปัญหาเชิงลึกผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมกับกลุ่มเกษตรกรสมาชิกผู้เลี้ยงโคนม

จากการศึกษาและสังเคราะห์ข้อมูลปฐมภูมิร่วมกับเกษตรกร พบว่า ปัจจัยวิกฤตที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการผลิตและโครงสร้างต้นทุนของฟาร์มโคนม โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรกรรายเล็กและรายย่อย คือ ความบกพร่องในการจัดการประสิทธิภาพทางระบบสืบพันธุ์ (Reproductive Efficiency Management) ซึ่งประกอบด้วยประเด็นปัญหาหลัก 3 ประการ ได้แก่ อัตราการผสมติดต่ำ (Low Conception Rate) ความคลาดเคลื่อนในการตรวจจับระยะการเป็นสัด (Inaccurate Estrus Detection) และความล่าช้าในการตรวจวินิจฉัยสถานะการตั้งท้อง (Delayed Pregnancy Diagnosis) ในทางสรีรวิทยาการผลิตสัตว์ ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้จำนวนวันว่าง (Days Open) และช่วงห่างของการคลอดลูก (Calving Interval) ยาวนานกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐศาสตร์จากการที่เกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนผันแปรด้านอาหารสัตว์และการจัดการฟาร์มที่เพิ่มขึ้น โดยไม่สอดคล้องกับปริมาณผลผลิตน้ำนมดิบที่ได้รับ

เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นระบบตามแนวคิดการจัดการฟาร์มโคนมแม่นยำ (Precision Dairy Farming) คณะทำงาน มจธ. จึงได้ออกแบบแผนปฏิบัติการเชิงรุกด้วยการถ่ายทอดเทคโนโลยีชีวภาพทางระบบสืบพันธุ์ โดยนำเทคโนโลยีการเหนี่ยวนำการตกไข่และการผสมเทียมตามระยะเวลาที่กำหนด (Timed Artificial Insemination: TAI) มาบูรณาการร่วมกับการตรวจวินิจฉัยการตั้งท้องด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasonography) ให้แก่ฟาร์มเกษตรกรรายเล็กและรายย่อยที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์เชิงระบบต่อการบริหารจัดการฟาร์ม ดังนี้

  • การควบคุมวงจรการสืบพันธุ์เชิงรุก: ช่วยให้เกษตรกรสามารถวางแผนและกำหนดระยะเวลาการผสมเทียมได้อย่างแม่นยำและพร้อมเพรียงกัน ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาการสังเกตอาการเป็นสัดตามธรรมชาติเพียงอย่างเดียว
  • การเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัยระยะเริ่มต้น: การใช้เครื่องอัลตราซาวด์ช่วยให้ทราบผลการตั้งท้องได้อย่างรวดเร็วและมีความเที่ยงตรงสูง ลดความคลาดเคลื่อนในการประเมินสถานะแม่โค
  • การลดจำนวนวันว่าง (Days Open Reduction): สามารถคัดกรองแม่โคที่ไม่ตั้งท้องเพื่อนำเข้าสู่โปรแกรมการฟื้นฟูและเหนี่ยวนำการผสมเทียมในรอบถัดไปได้อย่างทันท่วงที ซึ่งช่วยรักษาวงจรการผลิตน้ำนมให้มีความต่อเนื่อง

ความร่วมมือเชิงบูรณาการระหว่าง มจธ. สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) และกลุ่มเกษตรกรในครั้งนี้ ถือเป็นต้นแบบของการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate Technology Transfer) ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์การสัตวแพทย์และเทคโนโลยีชีวภาพเข้ากับบริบทการเลี้ยงจริงในระดับพื้นที่ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ลดภาระต้นทุนการผลิต และสร้างความมั่นคงทางอาชีพให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมรายย่อยของประเทศไทยอย่างยั่งยืน


ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

สำหรับบุคลากร


สำหรับนักศึกษา